ThaiHotNew รายงานข่าว ประเด็นร้อน!

ข่าวร้อน ประเด็นเด็ดของเมืองไทย ทุกสถานการณ์ติดตามได้ที่นี้ ThaiHotNew.Blogspot.com

10:43

ชีวประวัติ "สุนทรภู่"

เขียนโดย Thaihotnew |

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ถ้าเอ่ยชื่อ "สุนทรภู่" เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียงก้องโลก โดยเฉพาะกลอนนิทานเรื่อง "พระอภัยมณี" จนได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านงานวรรณกรรม หรือ “มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์" หรือ “เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย" และคงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า "วันที่ 26 มิถุนายน" ของทุกปีคือ "วันสุนทรภู่" ซึ่งมักจะมีการจัดนิทรรศการ ประกวดแต่งคำกลอน เพื่อแสดงถึงการรำลึกถึง เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงไม่พลาด ขอพาไปเปิดประวัติ "วันสุนทรภู่" ให้มากขึ้นค่ะ...

ชีวประวัติ "สุนทรภู่"

สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม อีกด้วย

"สุนทรภู่" ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม เพราะตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้ เมื่ออายุราว 20 ปี

ต่อมาสุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ซึ่งเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุก เขากับแม่จันก็เดินทางไปหาบิดาที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ “พ่อพัด” ได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนสุนทรภู่กับแม่จันก็มีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป

หลังจากนั้น สุนทรภู่ ก็เดินทางเข้าพระราชวังหลัง และมีโอกาสได้ติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 และเขาก็ได้แต่ง “นิราศพระบาท” พรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย และหลังจาก “นิราศพระบาท” ก็ไม่ปรากฏผลงานใดๆ ของสุนทรภู่อีกเลย

จนกระทั่งเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2359 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนแต่งตั้งให้เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งกลอนบทละครในเรื่อง "รามเกียรติ์" ติดขัดไม่มีผู้ใดต่อกลอนได้ต้องพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ทดลองแต่ง ปรากฏว่าแต่งได้ดีเป็นที่พอพระทัย จึงทรงพระกรุณาฯ เลื่อนให้เป็น "ขุนสุนทรโวหาร"

ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไมนานก็พ้นโทษ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติดขัดบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "สังข์ทอง" ไม่มีใครแต่งได้ต้องพระทัย ทรงให้สุนทรภู่ทดลองแต่งก็เป็นที่พอพระราชหฤทัยภายหลังพ้นโทษ สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 และ เชื่อกันว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง "สวัสดิรักษา" ในระหว่างเวลานี้ ซึ่งในระหว่างรับราชการอยู่นี้ สุนทรภู่แต่งงานใหม่กับแม่นิ่ม มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ชื่อ "พ่อตาบ

"สุนทรภู่" รับราชการอยู่เพียง 8 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) อยู่เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้นได้ย้ายไปอยู่วัดต่างๆ หลายแห่ง ได้แก่ วัดเลียบ, วัดแจ้ง, วัดโพธิ์, วัดมหาธาตุ และวัดเทพธิดาราม ซึ่งผลจากการที่ภิกษุภู่เดินทางธุดงค์ไปที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปรากฏผลงานเป็นนิราศเรื่องต่างๆ มากมาย งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ภิกษุภู่แต่งไว้ก่อนลาสิกขาบท คือ รำพันพิลาป โดยแต่งขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2385 ทั้งนี้ ระหว่างที่ออกเดินทางธุดงค์ ภิกษุภู่ได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชมน์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ประมาณ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้งหนึ่ง แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษา ก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าน้อย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวังในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี ในเขตพระราชวังเดิม ใกล้หอนั่งของพระยามนเทียรบาล (บัว) ที่เรียกชื่อกันว่า "ห้องสุนทรภู่"

สำหรับทายาทของสุนทรภู่นั้น เชื่อกันว่าสุนทรภู่มีบุตรชาย 3 คน คือ"พ่อพัด" เกิดจากภรรยาคนแรกคือแม่จัน "พ่อตาบ" เกิดจากภรรยาคนที่สองคือแม่นิ่ม และ "พ่อนิล" เกิดจากภรรยาที่ชื่อแม่ม่วง นอกจากนี้ ปรากฏชื่อบุตรบุญธรรมอีกสองคน ชื่อ "พ่อกลั่น" และ "พ่อชุบ" อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น และตระกูลของสุนทรภู่ได้ใช้นามสกุลต่อมาว่า "ภู่เรือหงส์"

ผลงานของสุนทรภู่

หนังสือบทกลอนของสุนทรภู่มีอยู่มาก เท่าที่ปรากฏเรื่องที่ยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้คือ…

ประเภทนิราศ

- นิราศเมืองแกลง (พ.ศ. 2349) - แต่งเมื่อหลังพ้นโทษจากคุก และเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง

- นิราศพระบาท (พ.ศ. 2350) - แต่งหลังจากกลับจากเมืองแกลง และต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในวันมาฆบูชา

- นิราศภูเขาทอง (ประมาณ พ.ศ. 2371) - แต่งโดยสมมุติว่า เณรหนูพัด เป็นผู้แต่งไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดอยุธยา

- นิราศสุพรรณ (ประมาณ พ.ศ. 2374) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลงานเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งเป็นโคลง

- นิราศวัดเจ้าฟ้า (ประมาณ พ.ศ. 2375) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ (ไม่ปรากฏว่าที่จริงคือวัดใด) ที่จังหวัดอยุธยา

- นิราศอิเหนา (ไม่ปรากฏ, คาดว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 3) แต่งเป็นเนื้อเรื่องอิเหนารำพันถึงนางบุษบา

- รำพันพิลาป (พ.ศ. 2385) - แต่งเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม แล้วเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จึงบันทึกความฝันพร้อมรำพันความอาภัพของตัวไว้เป็น "รำพันพิลาป" จากนั้นจึงลาสิกขาบท

- นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385) –เชื่อว่าแต่งเมื่อหลังจากลาสิกขาบทและเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปนมัสการพระประธมเจดีย์ (หรือพระปฐมเจดีย์) ที่เมืองนครชัยศรี

- นิราศเมืองเพชร (พ.ศ. 2388) - แต่งเมื่อเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าไปธุระราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง นิราศเรื่องนี้มีฉบับค้นพบเนื้อหาเพิ่มเติมซึ่ง อ.ล้อม เพ็งแก้ว เชื่อว่า บรรพบุรุษฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชร

ประเภทนิทาน

เรื่องโคบุตร, เรื่องพระอภัยมณี, เรื่องพระไชยสุริยา, เรื่องลักษณวงศ์, เรื่องสิงหไกรภพ

ประเภทสุภาษิต

- สวัสดิรักษา- คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 2 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้าอาภรณ์

- สุภาษิตสอนหญิง - เป็นหนึ่งในผลงานซึ่งยังเป็นที่เคลือบแคลงว่า สุนทรภู่เป็นผู้ประพันธ์จริงหรือไม่

- เพลงยาวถวายโอวาท - คาดว่าประพันธ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะเป็นพระอาจารย์ถวายอักษรแด่เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว

ประเภทบทละคร

- เรื่องอภัยณุรา ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อถวายพระองค์เจ้าดวงประภา พระธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

ประเภทบทเสภา

- เรื่องขุนช้างขุนแผน (ตอนกำเนิดพลายงาม)

- เรื่องพระราชพงศาวดาร

ประเภทบทเห่กล่อม

แต่งขึ้นสำหรับใช้ขับกล่อมหม่อมเจ้าในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ กับพระเจ้าลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เท่าที่พบมี 4 เรื่องคือ เห่จับระบำ, เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องโคบุตร เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องกากี


ตัวอย่างวรรคทองที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่

ด้วยความที่สุนทรภู่เป็นศิลปินเอกที่มีผลงานทางวรรณกรรม วรรณคดีมากมาย ทำให้ผลงานหลาย ๆ เรื่องของ สุนทรภู่ ถูกนำไปเป็นบทเรียนให้เด็กไทยได้ศึกษา จึงทำให้มีหลาย ๆ บทประพันธ์ที่คุ้นหู หรือ "วรรคทอง" ยกตัวอย่างเช่น

บางตอนจาก นิราศภูเขาทอง



ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ



ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา



บางตอนจาก นิราศอิเหนา


จะหักอื่นขืนหักก็จักได้
หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก
สารพัดตัดขาดประหลาดนัก
แต่ตัดรักนี้ไม่ขาดประหลาดใจ


บางตอนจาก พระอภัยมณี


บัดเดี๋ยวดังหงั่งเหง่งวังเวงแว่ว
สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา
เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา
ประคองพาขึ้นไปจนบนบรรพต

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

(พระฤาษีสอนสุดสาคร)




แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ
ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

(พระฤาษีสอนสุดสาคร)



อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ
ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน
แค่องค์พระปฎิมายังราคิน
คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา



เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก
แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน
ครั้นรักจางห่างเหินไปเนิ่นนาน
แต่น้ำตาลว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล



ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร
ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร
ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา

แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ
พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา
เชยผกาโกสุมประทุมทอง

แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงส์
จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง
ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง
เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป

(ตอน พระอภัยมณีเกี้ยวนางละเวง ได้ถูกนำไปดัดแปลงเล็กน้อยกลายเป็นเพลง "คำมั่นสัญญา")


บางตอนจาก เพลงยาวถวายโอวาท


อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ
ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก
สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก
จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย



อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย
แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย
เจ็บจนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ





บางตอนจาก สุภาษิตสอนหญิง


มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน



จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น
อย่าตะคั้นตะคอกให้เคืองหู
ไม่ควรพูดอื้ออึ้งขึ้นมึงกู
คนจะหลู่ล่วงลามไม่ขามใจ



เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก
จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา
จะพูดจาพิเคราะห์ให้เหมาะความ



รู้วิชาก็ให้รู้เป็นครูเขา
จึงจะเบาแรงตนช่วยขนขวาย
มีข้าไทใช้สอย ค่อยสบาย
ตัวเป็นนายโง่เง่าบ่าวไม่เกรง





บางตอนจาก ขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม


แม่รักลูก ลูกก็รู้ อยู่ว่ารัก
ใครอื่นสัก หมื่นแสน ไม่แม้นเหมือน
จะกินนอนวอนว่า เมตตาเตือน
จะจากเรือน ร้างแม่ ก็แต่กาย



ลูกผู้ชายลายมือนั้นคือยศ
เจ้าจงอตส่าห์ทำสม่ำเสมียน

(ขุนแผนสอนพลายงาม)


บางตอนจาก นิราศภูเขาทอง

ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ


บางตอนจาก นิราศพระบาท

เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น
เพราะดั้นด้นอยากลิ้มชิมรสหวาน
ครั้นได้รสสดสาวจากจาวตาล
ย่อมซาบซ่านหวานซึ้งตรึงถึงทรวง

ไหนจะยอมให้เจ้าหล่นลงเจ็บอก
เพราะอยากวกขึ้นลิ้นชิมของหวง
อันรสตาลหวานละม้ายคล้ายพุ่มพวง
พี่เจ็บทรวงช้ำอกเหมือนตกตาล...



ที่มาของวันสุนทรภู่

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่ส่งเสริมและเผยแพร่ผลงาน ด้านวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกต่างๆ ทั่วโลก ด้วยการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ 100 ปีขึ้นไป ประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกให้ปรากฎแก่มวลสมาชิกทั่วโลก และเพื่อเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองร่วมกับประเทศที่มีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ

ในการนี้ รัฐบาลไทยโดยคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ จะเป็นผู้สืบค้นบรรพบุรุษไทยผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและได้ประกาศยกย่อง "สุนทรภู่" ให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก โดยในวาระครบรอบ 200 ปีเกิด เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2529 ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 นายเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการจัดตั้งสถาบันสุนทรภู่ขึ้น เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับชีวิตและงานของสุนทรภู่ ให้แพร่หลายในหมู่เยาวชนและประชาชนชาวไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดให้ วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปีเป็น "วันสุนทรภู่" ซึ่งนับแต่นั้น เมื่อถึงวันสุนทรภู่ จะมีการจัดงานรำลึกถึงสุนทรภู่ตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่พิพิธภัณฑ์สุนทรภู่ "วัดเทพธิดาราม" และ ที่จังหวัดระยอง และมีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่างๆ โดยทั่วไป

ทั้งนี้ ผลงานของสุนทรภู่ยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ขาดสาย และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ไว้ที่ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดาของสุนทรภู่ และเป็นกำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ นิราศเมืองแกลง

กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ ในวันสุนทรภู่

1. มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติชีวิตและผลงาน
2. มีการแสดงผลงานประเภทนิทานฯ ของสุนทรภู่
3. มีการประกวด แข่งขัน ประชันสักวา ตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติชีวิต และผลงานของสุนทรภู่

10:59

‘ธุรกิจนมปั่น’

เขียนโดย Thaihotnew |

ธุรกกิจนมปั่น เพื่อสุขภาพ...ยังไปได้ดี !!

“นมปั่น” กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ซึ่งธุรกิจขายนมปั่นในปัจจุบันก็มีการใส่ความคิดสร้างสรรค์ จากนมปั่นธรรมดาก็มีการพัฒนาปรุงแต่งรสชาติให้หลากหลายมากขึ้น และยังมีการแต่งหน้าด้วยท็อปปิ้ง จำพวกขนมต่าง ๆ ให้มีความสวยงามและน่ารับประทานมากขึ้น ธุรกิจนี้เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาอาชีพค้าขายอาหารการกินแนวเพื่อสุขภาพ...

แหม่ม-ชัชฎาภรณ์ แซ่ตั้ง ซึ่งทำธุรกิจเปิดร้านขาย “นมปั่น” มา 3 เดือนกว่า เล่าว่า ที่บ้านจะเปิดร้านทำเหล็ก อลูมิเนียม ปกติก็จะช่วยที่บ้านดูแลร้าน แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบค้าขายก็มักจะหาอาชีพเสริมที่เกี่ยวกับการค้าขายทำไปด้วย ซึ่งก็เคยทำอาหารส่งตามตึก ตามหอพัก จากนั้นก็ลงทุนกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ เปิดร้านอาหารตอนกลางคืน แต่ภายหลังได้ถอนตัวออกมา แล้วก็พยายามมองหาอาชีพอื่น ๆ ลงทุนทำต่อไป

“ได้เจอกับ ธนพล กำพุสิริ เพื่อนรุ่นพี่ที่เขาทำแฟรนไชส์นมปั่น อังเคิล โจ มิกซ์ มิลค์ พอได้พูดคุยแล้วก็ตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์นมปั่น 45,000 บาท มาทำ แต่ก่อนที่จะเปิดร้านนั้นเราจะต้องทำการสำรวจตลาดก่อนเป็นอันดับแรก โดยเราสำรวจดูแล้วว่าย่านที่เราจะเปิดร้านนั้นยังไม่มีร้านที่ขายนมปั่น และที่สำคัญจะต้องดูว่าย่านนั้นเป็นแหล่งชุมชนที่มีความพลุกพล่านด้วย ถึงจะดีสำหรับการเปิดร้านค้าขาย”

แหม่มบอกต่อไปว่า ตอนเปิดร้านใหม่ ๆ ก็จะทำการตลาดให้ร้าน ด้วยการเริ่มจากทำนมปั่นแล้วเดินแจกให้ลูกค้าย่านนั้นชิมฟรีเพื่อเป็นการโปรโมทร้าน ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว

สำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีในการทำร้านนมปั่นนั้น หลัก ๆ ก็มี... เครื่องปั่น, แก้วพลาสติกใสชนิดแข็งอย่างดี (ขนาด 12 ออนซ์ และ 16 ออนซ์), ถังน้ำแข็ง, หลอด, ขวดโหล เป็นต้น

เครื่องปั่นนั้นแหม่มแนะนำว่า ต้องเลือกซื้อเครื่องปั่นที่เป็นใบมีดไมโคร สำหรับปั่นน้ำแข็งได้โดยเฉพาะ และจะให้ดีควรจะมี 2 เครื่อง ไว้สลับใช้งาน เพราะถ้ามีเครื่องเดียวใช้ปั่นตลอดทั้งวันอาจจะทำให้เครื่องเสียเร็ว

ส่วนวัตถุดิบ หลัก ๆ ก็ประกอบ... นมโคสดแท้รสจืด (ต้องรับสดจากฟาร์มที่มีคุณภาพ), ผงแต่งกลิ่น ซึ่งจะมีหลากหลายกลิ่น อาทิ แคนตาลูป, สตรอเบอรี่, บลูเบอร์รี่, กล้วย ฯลฯ นอกจากนั้นก็จะเป็นพวก ท็อปปิ้งต่าง ๆ สำหรับโรยหน้า เช่น โอริโอ้, โอโจ้, เจลลี่, ฟรุตสลัด ฯลฯ

“นมปั่นจะมีรสชาติอร่อยหรือไม่อร่อยนั้น สำคัญอยู่ที่วัตถุดิบตัวหลัก คือนมโคสด ที่รับมาจากฟาร์ม จะต้องเป็นนมที่สดใหม่ และอีกจุดที่สำคัญยังอยู่ที่เคล็ดลับการนำมาปรุงแต่ง โดยจะเน้นหวานมันและหอม ซึ่งการปรุงก็อาจมีสูตรเฉพาะของแต่ละคน”

ขั้นตอนการปั่นนม จะไม่ใช้น้ำร้อนชงผสมกับผงแต่งกลิ่นก่อน และไม่มีการใช้น้ำเชื่อม เพราะจะทำให้รสชาติของนมปั่นไม่เข็มข้น และละลายเร็วอีกด้วย วิธีการคือจะใช้ระบบปั่นเย็น เพื่อให้ได้รสชาตินมปั่นที่เข้มข้น และน้ำแข็งก็อยู่ได้นานอีกด้วย ทั้งนี้ การทำนมปั่นเริ่มจากใช้แก้วพลาสติกที่ใส่ขายทำการตักน้ำแข็งให้ได้เต็มแก้วพอดี จากนั้นก็นำน้ำแข็งใส่ลงในเครื่องปั่น ใส่ผงแต่งกลิ่นตามที่ลูกค้าสั่งตามลงไป น้ำแข็งที่ใช้เป็นน้ำแข็งหลอดเล็ก ส่วนผงแต่งกลิ่นนั้นถ้าเป็นแก้ว 12 ออนซ์ ก็ใส่ 2 ช้อนชา ถ้าเป็นแก้ว 16 ออนซ์ ใส่ 3 ช้อนชา

ใส่นมข้นหวานเพื่อเพิ่มความหวาน ถ้าต้องการหวานมากก็ใส่มาก ถ้าหวานน้อยก็ใส่น้อยตามต้องการ ใส่นมจืดอีกเล็กน้อยเพื่อเป็นการเพิ่มความมัน สุดท้ายก็ใส่นมสดที่ทำการปรุงแต่งไว้ลงไปให้เต็มพอดีน้ำแข็ง จากนั้นก็ปั่นให้ละเอียดที่สุด เมื่อทำการปั่นจนละเอียดแล้วก็เทใส่แก้ว เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย จะได้นมปั่นพร้อมเสิร์ฟ แต่ถ้าลูกค้าต้องการโรยหน้าเพิ่มด้วยท็อปปิ้งต่าง ๆ ก็โรยตามลูกค้าสั่ง โดยโรย 2 อย่างคิดเพิ่ม 5 บาท

นมปั่นทำได้หลากหลายรสชาติ เช่น โกโก้ โอวัลติน แคนตาลูป สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ เผือก วานิลา กาแฟ ฯลฯ ราคาก็มีตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป แล้วแต่รสชาติ ขนาดแก้ว โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 14-15 บาทขึ้นไป และก็สามารถทำรายได้เพิ่มจากการขายขนมปังเย็น หรือขนมปังปิ้งควบคู่ไปด้วย

ร้านของแหม่มเปิดขายทุกวัน เวลา 09.00-22.30 น. โดยยู่ตรงปากซอยโชคชัย 4 ซอย 37 เบอร์โทรศัพท์ร้านคือ 08-1563-4398 08-1563-4398 หรือใครต้องการปรึกษาการทำธุรกิจนี้แบบแฟรนไชส์ ก็ติดต่อธนพลได้ที่เบอร์ 08-5557-3738 08-5557-3738 ทั้งนี้ ถ้าชอบขายอาหารสุขภาพ และมีทำเลดี บางที “ธุรกิจนมปั่น” อาจใช่เลย !!

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

"เฮ้อ! ทำไมผู้ชายสมัยนี้ถึงกลายเป็นเกย์ไปซะหมด?" หลายคนอาจเคยได้ยินหญิงสาวหลายคนถอนหายใจอย่างเสียดายสุดๆ เมื่อเห็นเกย์หล่อเดินผ่านไปมา

จะไม่ให้พวกเธอเสียดายยังไงล่ะ ก็หนุ่มๆเดี๋ยวนี้มักครองตัวเป็นโสด และใช้ชีวิตรักกับเพศ เดียวกันอย่างเปิดเผย แต่ใช่ว่า พวกหนุ่มๆจะหันมานิยมเพศเดียว กันทั้งหมดหรอกนะ ผมคิดว่าเป็น เพราะสังคมสะดุดตากับพวกเกย์ มากกว่าชายหญิงทั่วไป อาจเพราะเห็นว่ามันแปลก เช่น ถ้ามีคู่เกย์เดินจูงมือกันผ่านมา 2 คู่ และคู่ชายหญิงจูงมือกันผ่านมาสัก 10 คู่ คนทั่วไปก็ยังคิดว่ามีคู่เกย์มากขึ้นอยู่ดี ทั้งที่จริงแล้วเกย์ไม่ได้มีมากกว่าที่คิดเลย

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นเกย์? (รวมถึงเลสเบี้ยนด้วย) เป็นคำถามที่คนทั่วไปอยากรู้ โดยเฉพาะพ่อแม่ของเกย์ ภรรยาที่แต่งงานกับเกย์ คน ที่เป็นเกย์เอง หรือแม้แต่กระทั่งนักวิชาการ นักการแพทย์ ที่มีการวิจัยและพยายามค้นหาทฤษฎีที่หลากหลายมาสนับสนุน

ผู้ที่ให้เหตุผลทางวิชาการของการเป็นเกย์ได้ดีที่สุดคนหนึ่ง ของเมืองไทยคือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์สุพร เกิดสว่าง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งท่านเคยแถลงผลการวิจัยไว้ว่า จากการศึกษาพบว่าการที่ผู้ชาย มีความรักเพศเดียวกันมีสาเหตุหลายอย่าง ทั้งปัจจัยทางชีววิทยา และจิตวิทยา เริ่มตั้งแต่สาเหตุทางพันธุกรรม การพัฒนา ของสมองเด็กในครรภ์ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศ ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดู และประสบการณ์การเรียนรู้หลังจาก ที่เกิดมาแล้ว ซึ่งพฤติกรรมเหล่า นี้ไม่ได้เกิดจากการเลียนแบบ และไม่ติดต่อกัน (ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็ยังไม่ใช่สาเหตุที่แน่ นอน เป็นเพียงแค่ความรู้สึกของ คนตอบและการคาดเดาเท่านั้น ปัจจุบันเลิกสงสัยกันแล้ว และยอมรับว่าการเป็นเกย์เป็นเรื่องของธรรมชาติเช่นเดียวกับคนที่เกิดมาเป็นชายหรือหญิง)

ทั้งเกย์และกะเทยจะเริ่มรู้สึกว่าตนเองต่างจากเพื่อนเพศเดียวกันตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ หรือเมื่อเริ่มจำความได้ โดยจะจดจำว่าพ่อแม่ตักเตือนอยู่เสมอว่าอย่าทำตัวเป็นผู้หญิง ซึ่งอาจจะสร้างความรู้สึกกดดันภายในจิตใจ ในด้านพฤติกรรมจะมีความรู้สึกอ่อนไหว ร้องไห้ง่าย กิริยามารยาทคล้ายเด็กหญิง ชอบแต่งตัว ชอบเล่นกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง ไม่ชอบเล่นรุนแรง เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจะมีความรู้สึกทางเพศกับเพศเดียวกัน แตกต่างจากเพื่อนผู้ชายทั่วไป เนื่องจากเด็กรับรู้ว่าสังคมทั่วไปมีความรู้สึกรังเกียจเกย์และกะเทย เด็กจึงสับสนไม่แน่ใจในการวางตัวในสังคม เกิดความวิตกกังวล ความเครียด พยายามปิดบังความรู้สึกของตนเอง บางคนพยายามป้องกันตนเอง โดยพยายามทำตัวเป็นชายชาตรี เช่น พยายามมีคนรักเป็นผู้หญิงหลายๆคน เพาะกายให้ดูเป็น "แมน" แสดงตนก้าวร้าว ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่เด็กบางคนก็พยายามหาสิ่งทดแทนความด้อย เช่น พยายามขยันตั้งใจเรียน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อน ฯลฯ ซึ่งเป็นการทดแทนที่ดี ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองและครูไม่เข้า ใจเด็กจะยิ่งมีความทุกข์ทรมานใจ มากขึ้น

บางคนมาปรึกษาแพทย์ เพื่อขอฉีดฮอร์โมนเพศชาย โดย หวังว่าฮอร์โมนเพศชายจะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกและความต้อง การในใจ ซึ่งความเป็นจริงฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้มีผลดังที่หวังเลย

ระยะสับสนกังวลนี้อาจจะกินเวลานานมากหรือน้อยแล้ว แต่ตัวเด็กแต่ละคน เมื่อผ่านระยะนี้ไปเด็กจะเริ่มยอมรับความรู้สึกและความต้องการทาง เพศของตนเองมากขึ้น ความ เครียด ความวิตกกังวลจะลดลง ในขั้นต่อไปอาจพัฒนาถึงขั้นเปิด เผยตนเองต่อสังคม และสามารถ ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี

สำหรับชายใจหญิงหรือกะเทยหลายคนที่มีความต้อง การเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุดเลือกที่จะขอเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งในประเทศไทยมีศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้และยังมีฝีมือเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกหลายท่าน นอกจากคนไทยที่ขอเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศแล้วยังมีคนไข้จากประเทศอื่นๆ อาทิ แคนาดา อเมริกา อังกฤษ สวีเดน บราซิล ฯลฯ การผ่าตัดแปลงเพศต้องผ่านขั้นตอนและกฎเกณฑ์ต่างๆหลายอย่าง เพราะ เมื่อทำการผ่าตัดเปลี่ยนเป็นเพศ หญิงแล้วจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเพศชายที่สมบูรณ์อีกไม่ได้ง่ายๆ

โดยผู้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจะต้องมีอายุ 20-65 ปี ผ่านการทดสอบโดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ผ่าน การตรวจจากแพทย์ทางต่อม ไร้ท่อ การให้คำปรึกษาความ พร้อมทางด้านจิตใจ เป็นต้น แพทย์ไทยที่ทำงานด้านนี้ต้องใช้ความประณีตมาก เนื่องจากเป็นทั้งงานผ่าตัดและงานศิลปะในการเปลี่ยน อวัยวะเพศชายให้เป็นหญิง และร่วมเพศได้เช่นเดียวกับหญิงทั่วไป ผู้ที่ขอเข้ารับการผ่าตัดส่วนหนึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับเรื่องความสุขทางเพศ แต่มีจุดมุ่งหมายอยากจะเป็นผู้หญิง ที่สมบูรณ์ หลายคนยืนยันชัดเจนว่าความปรารถนาสูง สุดคือ อยากตายในสภาพที่เป็นหญิง

อ้อ! และที่หลายคนเข้าใจว่าเกย์อยากเป็นผู้หญิง น่ะ คิดผิดนะครับ เกย์ไม่เคย คิดจะเป็นผู้หญิง เพียงแต่บางคนอาจมีกิริยาตุ้งติ้งไปบ้าง แต่พวกที่อยากเป็นผู้หญิงจริงๆน่ะคือ "กะเทย" ที่คิดว่าชีวิตนี้ต้องมีจิ๋มเป็นของตัวเองให้ได้



ที่มาข้อมูล: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้


ใครที่อยากแต่งหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย วันนี้เรามีเคล็ดลับมาฝาก


ยกหางตาด้วยการเปลี่ยนทรงคิ้ว ให้กันคิ้วในลักษณะโก่งจะทำให้ใบหน้าเฉี่ยวขึ้น แล้วใช้อายแชโดว์ชนิดฝุ่นเขียนคิ้วแทนดินสอที่เคยใช้อยู่ เพื่อให้คิ้วนุ่มนวลดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และอาจปรับเฉดสีคิ้วให้อ่อนลง 1-2 เฉด จะช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนหวานขึ้น


ใช้คอนซีลเลอร์อำพรางจุดบกพร่องและริ้วรอย เลือกชนิดเนื้อครีมที่มีสีพื้นฐานเป็นสีพีชหรือสีเหลือง เพื่อขจัดปัญหาวงคล้ำเขียวหรือม่วงใต้ขอบตา หลีกเลี่ยงคอนซีลเลอร์ที่อ่อนกว่าสีผิวจริง เพราะอาจทำเกิดรอยด่างได้


ปัดแป้งทับรองพื้นอย่างเบาบางที่สุด เพื่อไม่ให้เนื้อแป้งลงไปฝังตามร่องผิวเผยให้เห็นรอยมากกว่าเดิม


ใช้บลัชออนชนิดครีมแทนฝุ่น เพื่อให้ดูเนียนเป็นธรรมชาติ และไม่ให้เนื้อฝุ่นลงไปฝังตามร่องเช่นเดียวกัน


เลือกทาปากด้วยเฉดสีอ่อน และเพื่อให้ริมฝีปากดูอวบอิ่ม ให้แตะลิปกลอสสีอ่อนใสตรงกึ่งกลางริมฝีปากล่าง


เลือกใช้รองพื้นที่อุดมไปด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ และในเวลาที่ไม่ได้ทารองพื้นอย่าลืมทาครีมบำรุงที่ช่วยเติมความชุ่มชื่นและความสดใสให้กับผิวพรรณด้วย พยายามใช้รองพื้นในปริมาณที่น้อยและเฉพาะบริเวณที่ต้องการปกปิดเท่านั้น และอย่าทาบริเวณที่มีริ้วรอย


เพียงเท่านี้ก็จะทำให้หน้าดูอ่อนกว่าวัยแล้ว.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

08:21

'หัวใจ' เซี่ยงไฮ้เอกซโป

เขียนโดย Thaihotnew |


'ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น' นวัตกรรม 'พิทักษ์โลก'

งานมหกรรมระดับโลกที่ยิ่งใหญ่นั้น ถ้าเป็นทางด้านกีฬา ก็ต้องยกให้มหกรรมการแข่งขันกีฬาของมวลมนุษยชาติ-โอลิมปิกเกม และตามมาด้วยมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกซึ่งครั้งล่าสุดกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในไม่กี่วันข้างหน้านี้ แต่ถ้าเป็นด้านนิทรรศการ ก็แน่นอนว่าต้องยกให้ “เวิลด์เอกซโป”

“เวิลด์เอกซโป” ครั้งล่าสุดกำลังจัดอยู่ที่จีน

ณ นครเซี่ยงไฮ้ ด้วยแนวคิด “ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

มหกรรมเวิลด์เอกซโป “เซี่ยงไฮ้ เอกซโป 2010” เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ไปตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา และจะเปิดให้ผู้ชมจากทั่วโลกเข้าชมงานไปจนถึงเดือน ต.ค. 2553 โดยงานมหกรรมครั้งนี้จัดขึ้นบนเนื้อที่ 5.28 ตารางกิโลเมตร บริเวณสองฝั่งของแม่น้ำหวงผู่ และมีประเทศเข้าร่วมกว่า 192 ประเทศ รวมถึงไทย ทั้งนี้ เวิลด์ เอกซโปครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เบ็ทเตอร์ ซิตี้ เบ็ทเตอร์ ไลฟ์ (Better City Better life)”

“เมืองที่ดีกว่า ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

ภายใต้แนวคิดนี้ การจัดสร้างอาคารจัดแสดงงานกว่า 200 อาคารนั้น การออกแบบอาคารทั้งหมดจะคำนึงถึงความ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” คำนึงถึงการ “ใช้พลังงานน้อยที่สุด”

เมื่อเร็ว ๆ นี้ทีม “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ได้เดินทางไป พิสูจน์แนวคิด “เมืองที่ดีกว่า ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น” ในงานเซี่ยงไฮ้ เอกซโป 2010 ซึ่งก็พบว่ามีการใช้นวัตกรรมและโซลูชั่นใหม่ ๆ ที่ช่วยให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็น หลัก โดย ซีเมนส์ (SIEMENS) หนึ่งในพันธมิตรจัดงานเซี่ยงไฮ้ เอกซโป 2010 มีส่วนสำคัญในการจัดหาเทคโนโลยีและโซลูชั่นต่าง ๆ สำหรับงานนี้

พาวิลเลี่ยนหรือศาลาที่เป็นการแสดงงานแบบถาวร 5 หลัง ได้แก่ ศาลาจีน, ศูนย์เอกซโป, ศาลาสำหรับจัดนิทรรศการหลัก, ศูนย์การแสดง, ศูนย์บริการครบวงจร ก็ถูกสร้างขึ้นด้วย “เทคโนโลยี อาคารประหยัดพลังงาน” โดยสำหรับศาลาจีน ซึ่งเป็นเสมือนอาคารสัญลักษณ์ของงานเอกซโปครั้งนี้ ก็มีการวางระบบและใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เป็นอาคารที่ใช้พลังงานอย่างประหยัด ใช้โซลูชั่นการประหยัดพลังงานแบบบูรณาการ ซึ่งทำให้ซุ้มศาลาจีนเป็นเขตพื้นที่สีเขียว ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ก็สามารถที่จะเป็นอาคารที่ล้ำหน้าทันสมัย

ยกตัวอย่างองค์ประกอบเทคโนโลยีของศาลาจีน ก็เช่น... อุปกรณ์จ่ายไฟฟ้าแรงดันต่ำและปานกลาง สวิตช์เกียร์ ซึ่งหมายถึง อุปกรณ์ที่ทําหน้าที่รับและจ่ายกระแสไฟฟ้า ตัดกระแสที่ลัดวงจรหรือโหลดเกิน, กล่องควบคุมกระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำ, ตู้หม้อแปลงกระแสไฟฟ้า ที่สามารถประหยัดพลังงานได้ราวร้อยละ 50

ที่สำคัญคือมีการติดตั้ง “ระบบจัดการอาคารอัตโนมัติ” ที่ก้าวหน้าทันสมัยมากที่สุด เป็นศูนย์สังเกตการณ์ ควบคุม บริหารจัดการอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ เช่น ระบบส่งและจ่ายไฟฟ้า ระบบแสงสว่าง ลิฟต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องบริการจัดหาความร้อนและน้ำ ระบบป้องกันอัคคีภัยและระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อควบคุมดูแลการทำงานให้ปกติ และที่สำคัญคือดูแลสถานะของการใช้ไฟฟ้า-ใช้พลังงานอย่างประหยัด โดยสามารถ ลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับอาคารระบบเดิม ๆ

กับเรื่องแสงสว่าง ศาลาจีนก็ ใช้หลอดไฟแบบแอลอีดี (Light-Emitting Diode : LED) ที่ผลิตโดยบริษัทออสแรม บริษัทลูกของซีเมนส์ ติดตั้งทั่วอาคาร ซึ่งหลอดไฟแบบนี้ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 เท่า และที่สำคัญคือ ประหยัดการใช้กระแสไฟฟ้าได้ร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับหลอดไฟแบบดั้งเดิม

โดยสรุปแล้ว ศาลาจีน หรือไชน่าพาวิลเลี่ยน ใช้ระบบควบคุมสภาพแวดล้อมภายในอาคารแบบอัตโนมัติ ระบบควบคุมอัตโนมัติดังกล่าวนี้มีหลักการทำงานคือ ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในตัวอาคาร และจะปรับระดับแสงและอุณหภูมิเองโดยอัตโนมัติในพื้นที่ต่าง ๆ ตามจำนวนผู้เข้าชมงาน หากมีอุปกรณ์ไฟฟ้าใดทำงานขัดข้อง จะมีเสียงเตือน อีกทั้งระบบนี้จะทำหน้าที่ควบคุมให้มีอากาศบริสุทธิ์หมุนเวียนภายในตัวอาคารตลอดเวลา ซึ่งเทคนิคการประหยัดพลังงานดังกล่าวนี้มีการใช้ทั่วไปกับสิ่งปลูกสร้างถาวรในพื้นที่จัดงานเอกซโป

“เราใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่จำเป็นต่อเมืองยุคใหม่ในงานนี้กว่า 40 โครงการ นอกจากนี้ยังจัดหาสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งทำให้งานที่ยิ่งใหญ่นี้อยู่ในความทรงจำของผู้เข้าชม เช่น เทคโน โลยีรถไฟฟ้าเพื่อการขนส่งมวลชนที่รวดเร็ว เทคโนโลยีเพื่ออากาศและน้ำที่สะอาด ตลอดจนนำเสนอเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพที่ เป็นสุดยอดแห่งความทันสมัย” ...เป็นการระบุของ ดร.ริชาร์ด เฮาส์มันน์ หัวหน้าฝ่ายบริหาร ซีเมนส์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ประธานบริษัท ซีเมนส์ จำกัด ประเทศจีน ซึ่ง ดร.ริชาร์ด ยังระบุถึงจุดสำคัญของงานเอกซโปครั้งนี้ด้วยว่า... “เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ ของสาธารณูปโภคสีเขียวสำหรับเมือง”

“เวิลด์เอกซโป” ใช่เพียงแค่มหกรรมที่ยิ่งใหญ่

แต่ยังเป็น “ต้นแบบเมืองที่ดีกว่า” ที่น่าสนใจ

สำหรับทุกประเทศ “เพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้น !!”.

ขอบคุณ เดลินิวส์

ทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 7 สุดยอดรายการเรียลลิตี้ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย สด 24 ชั่วโมง ที่นำเอานักล่าฝัน 12 คนจากทั่วประเทศ มาอยู่ร่วมกันในบ้านทรู อคาเดมี เพื่อเรียนรู้ทักษะด้านการร้อง การเต้น การแสดง และใช้ชีวิตร่วมกัน พร้อมขึ้นโชว์ความสามารถบนเวทีคอนเสิร์ตทุกวันเสาร์เพื่อค้นหาสุดยอดนักล่าฝันประจำซีซั่น 7 โดยปีนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจที่มีอายุระหว่าง 15-25 ปี เข้าร่วมเป็นหนึ่งในปฏิบัติการล่าฝัน ทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 7 นี้ด้วย

ช่องทางการรับสมัคร
1. สมัครผ่านทางออนไลน์ (Online Audition)
- ส่งคลิปวีดีโอแสดงความสามารถ ความยาวไม่เกิน 5 นาที มาที่ http://trueaf.truelife.com

ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคมนี้
- เปิดให้โหวตเลือกคลิปโดนใจ วันที่ 1-5 มิถุนายน และประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 50 คน ที่สมัครผ่านทางออนไลน์ ในวันที่ 6 มิถุนายนนี้

2. สมัครด้วยตัวเองตามภาคต่างๆ (Regional Audition)
- วันที่ 22 - 23 พฤษภาคม ภาคใต้ หาดใหญ่ โรงแรมลี การ์เด้น พลาซ่า โฮเต็ล

- วันที่ 5 - 6 มิถุนายน ภาคอีสาน ขอนแก่น โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชาออร์คิด

- วันที่ 12 - 13 มิถุนายน ภาคเหนือ เชียงใหม่ โรงแรมโลตัส ปางสวนแก้ว

- วันที่ 18 - 22 มิถุนายน ภาคกลาง โรงภาพยนตร์ HOUSE RCA กรุงเทพ

- ประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 50 คน ที่สมัครด้วยตนเอง ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้

เข้าบ้าน 27 มิถุนายน – 18 กันยายน 2553 (รวม 12 สัปดาห์)
คอนเสิร์ตแรกวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2553
ช่องทางการรับชม
1. ทรูวิชั่นส์
รายการ True AF7 : The Audition
ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 – 21.00 น. ทางทรูอินไซด์ (ช่อง61 ในระบบดิจิตอล หรือช่อง 22 ในระบบอนาล็อก) เริ่ม 5 มิ.ย.–26 มิ.ย.

Live! เปิดบ้าน True AF7
ทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00 – 17.00 น. ทางทรูอินไซด์ (ช่อง61) เริ่มวันที่ 27 มิ.ย.

True Moments
ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 20.00 - 21.00น. ทางทรูอินไซด์ (ช่อง61) เริ่ม 28 มิ.ย. – 17 ก.ย.

True Moments Weekly
ทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.00 – 21.00 น. ทางทรูอินไซด์ (ช่อง61) เริ่ม 4 ก.ค. – 19 ก.ย.

True AF7 Live Concert
ทุกวันเสาร์ เวลา 20.00 – 22.30 น. ทางทรูอินไซด์ (ช่อง61) และทางทรูมิวสิค (ช่อง 81)

เริ่ม 3 ก.ค. – 18 ก.ย.
Secret Of AF7 by True
ทุกวันพุธ เวลา 21.00 – 22.00 ทางทรูอินไซด์ (ช่อง61) เริ่ม 7 ก.ค. – 22 ก.ย.

2. อสมท
สัปดาห์ที่ 1
Daily Highlight ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 18.00 - 18.30 น. เริ่มวันศุกร์ 2 ก.ค.

Weekly Highlight ทุกวันอาทิตย์ เวลา 23.30 – 00.30 น. เริ่มวันอาทิตย์ 4 ก.ค.

คอนเสิร์ตวันเสาร์แรก วันที่ 3 กรกฎาคม
สัปดาห์ที่ 2-12
Daily Highlight ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 17.05 - 17.15 น. เริ่มวันจันทร์ 5 ก.ค.

Weekly Highlight ทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.35 – 22.35 น. เริ่มวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ค.

คอนเสิร์ตวันเสาร์ (สัปดาห์ที่ 2-12)

07:38

เยือน 'ซิลลา' ในม่านฝน

เขียนโดย Thaihotnew |


ค้นประวัติศาสตร์แดนกิมจิ

ไม่ทันที่เครื่องบินจะร่อนลงสู่พื้นดินแดนกิมจิ ฝนปรอย ๆ เริ่มทิ้งสายเสมือนการต้อนรับเรา ช่วงต้นปีที่เดินทางไปลมค่อนข้างแรงแทบจะหอบเอาร่มปลิวไปด้วย ไกด์ชาวเกาหลีใต้เล่าว่า เป็นการดีที่ฝนตกเพราะจะทำให้แขกคนสำคัญอยู่กับพวกเขานาน ๆ แต่จะดีกว่านี้ถ้ามีฝนอย่างเดียว แต่นี่แถมลมหนาวที่พัดซะชาไปทั้งตัว

เราเดินทางออกจากสนามบินเมืองปูซาน เพื่อมุ่งไปยัง เมืองเคียงจู การเดินทาง ครั้งนี้สนับสนุนโดย Happy Korea by KTCC และคณะกรรมการงาน Gyeongju World Culture Expo 2010 เมืองเคียงจู อดีตคือ เมืองหลวงของอาณาจักรซิลลา ที่มีอายุกว่าหนึ่งพันปี อยู่ในยุค 3 อาณาจักร (สามก๊กเกาหลี) คือ 1.โคกูรยอ 2.แพกเจ 3.ซิลลา ซึ่งต่อมา อาณาจักรซิลลา ได้รวมสามแผ่นดินเป็นปึกแผ่น

ด้วยความที่เมืองเคียงจู มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน จึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์ จนหลายคนยกย่องที่นี่เป็น“พิพิธภัณฑ์ไร้กำแพง” ที่แม้เวลาจะเปลี่ยนผ่านมายาวนาน แต่โบราณสถานต่าง ๆ ยังคงอวดโฉมภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี

ที่แรกก่อนเปิดประวัติศาสตร์อาณาจักรซิลลา ต้องเดินทางมาสักการะที่ อุทยาน ทูมูลี ซึ่งเป็นสุสานหลวงของอาณาจักร โดยตั้งอยู่กลางเมืองเคียงจู มีสุสานภายใน 23 แห่ง จากทั้งหมด 200 แห่งที่มีอยู่ในเมืองนี้ และ ได้ขุดค้นพบสุสานสำคัญที่ เป็นกุญแจไขความลับในอดีตช่วง ค.ศ. 1974 และตั้งชื่อให้ว่า สุสานชนมาชอง (สุสานม้าสวรรค์) และพบสมบัติ อันมีค่ากว่าหมื่นชิ้น โดยสมบัติชิ้นสำคัญคือ มงกุฎของพระราชาที่ถูกฝังไว้บริเวณหลุมศพ ซึ่งแฟนละครเกาหลีในไทยจะเห็นได้จากซีรีส์เรื่อง ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน

สุสานชนมาชอง (สุสาน ม้าสวรรค์) ในวันที่เราไปมีเด็กนักเรียนเกาหลีมาเที่ยวชมอย่างเนืองแน่นแม้ต้องฝ่าม่าน ฝนที่เริ่มหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆ ภายในสุสานมีข้อห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป แต่พอเข้าไปชมเรากลับอึ้ง กับฝีมือการก่อสร้างของคนโบราณที่ภายในมีการเรียงหินก้อนใหญ่ ๆ ให้เป็นโพรงเข้าไปโดยมีหลุมศพของกษัตริย์อยู่กึ่งกลาง แต่หากมองจากภายนอกสุสานจะก่อตัวขึ้นเป็น เนินดินมีหญ้าปกคลุมกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ไกด์เล่าว่า สมบัติ ในสุสานหลายชิ้นได้สูญหายไปในช่วงที่เกาหลีตกอยู่ภายใต้อาณานิคม

ไม่ไกลจากสุสานเราเดินทางต่อไปยัง หอดูดาว ชมซงแด ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างด้วยหินในศตวรรษที่ 7 เชื่อกันว่า ทางเข้าหอ ดูดาวคือหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยม หันไปทางทิศใต้ โดยการจะขึ้นไปแต่ละครั้งต้องใช้บันไดพาด แม้ผ่านเวลาอันยาวนานแต่หอคอยแห่งนี้ยังคงเอกลักษณ์ไว้ดังเดิมกลางสุสานที่รายรอบ ซึ่งใกล้กันนั้นมีห้องฉายภาพวิดีโอให้เห็นการดูดาวของคนสมัยก่อนที่น่าสนใจและควรศึกษา

ฝนเริ่มซาเว้นช่วงพอให้เราได้เดินทางฝ่าม่านฝนและลมหนาวไปยัง สระอันอั้บจิ ที่ในสมัยอาณาจักรซิลลา สระแห่งนี้เคยเป็นที่พักผ่อนของพระราชวงศ์ และใน ค.ศ. 1974 ได้มีการวิดน้ำออกจากสระทำให้พบสมบัติและโบราณ วัตถุ บริเวณที่แห่งนี้ในศาลามีลวดลายงามตาให้ได้ชม ขณะที่สระน้ำโดยรอบร่มรื่น ด้วยแมกไม้ใหญ่ และเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ได้จากนกน้ำขนาดใหญ่ที่ยังมีให้เห็น

ที่สระอันอั้บจิ ลมค่อนข้างแรงเอาเรื่อง ถึงจะใส่เสื้อทับกันสองตัวก็เอาไม่อยู่ เลยเดินเล่นไม่ได้รอบเพราะฝนเริ่มตกหนักอีกครั้ง งั้นวันนี้กลับโรงแรมไปนอนเอาแรงก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ แต่ยังไงพรุ่งนี้ก็ภาวนาให้ฝนหยุดตกบ้างเถิด

แล้วคำขอก็...ไม่เป็นจริง เมฆเทาก่อตัวตั้งแต่เช้า ทำเอาเราคอตกเพราะเดิมทีเป็นคนขี้หนาวอยู่แล้ว แต่ยังแอบดีใจที่พี่ไกด์จะพาไป เมืองดงแฮ ที่โอบล้อมด้วยทะเล ไม่หรอก เราไม่ได้จะไปเล่นน้ำท่ามกลางฝนและอากาศหนาว แต่เป้าหมายเราจะไปกินปลาดิบอันขึ้นชื่อมากกว่า

กว่าจะถึงเป้าหมายการเดินทางจวนจะเที่ยงเลยแวะทานอาหารกันก่อนดีกว่า อาหาร ส่วนใหญ่เป็นอาหารทะเล ทั้ง ปูยักษ์ ปลาดิบ ทำเอา เราอิ่มแปล้ไปทั้งวันด้วยฝีมือ “พ่อครัวตี๋อ้วน” ที่มีหลายคนทักว่า ทำไมผู้ชายที่เป็นพ่อ ครัวทำอาหารอร่อยส่วนใหญ่จะมีหุ่นมาตรฐานเดียวกัน

อิ่มกันแล้วไปต่อที่ สุสานกษัตริย์มุนมู องค์ที่ 30 ของราชวงศ์ซิลลา ตั้งอยู่บริเวณริมหาดล้อมด้วยโขดหิน โดยตรงกลางของก้อนหินมีการฝังอัฐิ ตามพระบัญชาก่อนสิ้นพระชนม์ ที่ต้องการจะเป็นหัวมังกรของดินแดนเกาหลีในการต่อต้านอริศัตรูที่เดินทางมาทางเรือบริเวณหาดแห่งนี้ อันแสดงให้เห็นถึงความหวงแหนแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษแห่งแดนกิมจิ

สิ่งหนึ่งที่คนเกาหลียึดถืออย่างมากคือ ความกตัญญูต่อบิดามารดา ที่มีมาแต่โบราณเห็นได้จาก วัดกาเมียนซา สร้างโดยลูกชายของกษัตริย์ มุนมู ที่ภายหลังลูกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 31 โดยแนวคิดการสร้างเพื่ออุทิศให้บิดา แม้สร้างมากว่า 1,300 ปีแล้ว จึงมีความเสียหายอย่างมาก แต่ในรูปแบบการสร้างยังมีแนวคิดน่าสนใจที่ใต้โบสถ์ มีการเว้นช่องว่างตามความเชื่อที่กษัตริย์มุนมู หลังการ สิ้นพระชนม์ต้องการเป็นหัว มังกรเพื่อปกป้องประเทศ ซึ่งการเว้นช่องว่างดังกล่าวพระโอรสต้องการให้บิดาได้พักอาศัย ภายใต้ร่มศาสนา

วัดสุดท้ายของการเยือนอาณาจักรซิลลา พลาดไม่ได้ที่จะต้องเดินทางไปยัง วัดพูล กุกซา ที่มีชื่อเสียงด้านฝีมือการก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมของช่างในยุคนั้นซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 535 ปัจจุบันมีสิ่งก่อสร้าง ที่เป็นไม้และเจดีย์ให้ได้ชม อีกอย่างที่พลาดไม่ได้ก็ต้องไปลูบหมูทองคำที่เป็นตัวแทนของความโชคดี

ก่อนโบกมือลาอาณาจักรโบราณต้องไป ถ้ำซอกคูรัม โบราณวัตถุที่ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ โดยมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่กลางถ้ำ ล้อมรอบด้วยรูปปั้นของพระโพธิสัตว์และเทพต่าง ๆ โดยด้านบนทำด้วยหินแกรนิตสลักลวดลาย ตระการตา จนยูเนสโกให้ถ้ำนี้เป็นมรดกโลก

สิ่งที่เราเห็นในอาณาจักรซิลลา ไม่ใช่แค่โบราณวัตถุอันเก่าแก่ แต่ยังเห็นความหวงแหนแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ ที่ชนรุ่นหลังต้องยึดเป็นแบบอย่าง.

สีสันรายทาง

การเดินทาง ด้วยสายการบินจากสุวรรณภูมิไปยังสนามบินปูซาน และเดินทางด้วยรถยนต์ต่อไปยังเมือง เคียงจู หรือติดต่อบริษัททัวร์ Happy Korea by KTCC โทร. 0-2539-5770 0-2539-5770

สภาพอากาศ ฤดูใบไม้ผลิช่วงกลางมีนาคม-กลางพฤษภาคม อุณหภูมิ 9-20 ํC, ฤดูร้อนช่วงมิถุนายน-ต้นกันยายน อุณหภูมิ 23-31 ํC, ฤดูใบไม้ร่วงช่วงกลางกันยายน-พฤศจิกายน อุณหภูมิ 12-20 ํC, ฤดูหนาวต้นธันวาคม-ต้นมีนาคม อุณหภูมิ-5 ถึง-7 ํC

ของฝาก กิมจิ เครื่องสำอาง โสม สาหร่าย ของที่ระลึกพื้นเมือง

ทีมวาไรตี้ เดลินิวส์


แม้วิทยาการทางด้านดาราศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์จะก้าวล้ำมากขึ้นกว่าในอดีต แต่จนทุกวันนี้เรื่องของ “ดวงดาว” ก็ยังคงมี “ปริศนา” อยู่อีกมากมาย และปริศนาเหล่านี้บ่อยครั้งที่ “สร้างความตื่นกลัว” ทั้งโดยผู้ที่ตั้งใจปล่อยข่าว และโดยการ “เล่าลือ” ต่อ ๆ กันไป ซึ่งกับช่วงเดือน มิ.ย. 2553 นี้ก็มีการเล่าลือ...

เล่าลือกันว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “ดาวเรียงตัว”

และจะสร้าง “หายนะรุนแรง” ต่อมนุษยชาติ ??

กับการเล่าลือล่าสุด ซึ่งมีการโพสต์ข้อความส่งต่อกันไปในอินเทอร์เน็ต ก็เช่น... วันที่ 8 มิ.ย. 2553 ดวงดาวในระบบสุริยะ คือ ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดวงอาทิตย์ ดาวพฤหัสบดี จะโคจร “เรียงตัวกัน” และประมาณวันที่ 12 มิ.ย. 2553 ดาวโลก ดาวพฤหัส ดาวยูเรนัส ก็จะเรียงตัวกัน ซึ่งก็เล่าลือกันต่อเนื่องว่าจะสร้างหายนะต่อโลก เช่น เป็นปรากฏการณ์ที่จะจุดชนวนปฏิกิริยาของดวงอาทิตย์ ส่งผลให้โลกเกิด น้ำท่วมครั้งใหญ่ แผ่นดินไหวรุนแรง อากาศแปรปรวนครั้งเลวร้าย ภูเขาไฟระเบิดไปทั่ว เลยเถิดถึงการระเบิดของรังสีแกมมา-การ “สิ้นโลก” อย่างที่เคยมีการเล่าลือว่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555

ทั้งนี้ กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “ดวงดาว” นั้น ใน “เดลินิวส์” ฉบับวันนี้ ในหน้าวาไรตี้ก็มีข้อมูลมานำเสนอ ส่วนทาง “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ก็มีข้อบ่งชี้ชัด ๆ กล่าวคือ... เดือน มิ.ย. 2553 นี้ไม่มีการเกิดปรากฏการณ์ดวงดาวเรียงตัว !! จะมีก็แต่ จันทรุปราคาบางส่วน ในวันที่ 26 มิ.ย. 2553

หรือต่อให้เกิดดาวเรียงตัว ดาวเคราะห์ระบบสุริยะเรียงตัว ถามว่าจะมีผลต่อโลกหรือไม่ ? ทางสมาคมดาราศาสตร์ไทยชี้ว่า... ตำแหน่งวงโคจรของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะปัจจุบัน แต่ละดวงอยู่ห่างกันมาก แรงดึงดูดจากดาวเคราะห์ดวงอื่นที่กระทำต่อโลกมีค่าต่ำมากจนเกือบเป็นศูนย์ ดังนั้นไม่ว่าดาวเคราะห์จะเรียงอย่างไร เป็นเส้นตรง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม กากบาท ฯลฯ ก็จะไม่ส่งผลเสียต่อโลก

นอกจากนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการจัดเสวนาเรื่อง “ตอบคำถามสังคมไทยต่อการล่มสลายของโลก” งานนี้ก็มีข้อบ่งชี้ที่เป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ โดย ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ ภาควิชาฟิสิกส์ ระบุถึงประเด็นเล่าลือเรื่องการเรียงตัวของดาวกับหายนะของโลก โดยยกตัวอย่างการเกิดแผ่นดินไหวว่า... จากการย้อนดูตำแหน่งดวงดาวในระบบสุริยจักรวาล ในวันที่โลกเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ๆ หลายครั้งที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีการเรียงตัวของดวงดาวเลย และโดยมากมีตำแหน่งที่อยู่คนละทิศละทางกัน ดังนั้น “ข้อสันนิษฐานที่ว่าดาวเคราะห์เรียงตัวจะทำให้เกิดแผ่นดินไหว เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

ส่วนเรื่องแรงดึงดูดของดวงจันทร์ที่ก็มีการลือกันด้วยว่าจะสร้างหายนะให้โลก จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ดร.สธนบอกว่า... แรงน้ำขึ้น-น้ำลงเกิดจากผลต่างของแรงดึงดูดของดวงจันทร์ต่อมวลสารบนโลกบนตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งแรงของดวงจันทร์ต่อโลกจะไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้โลกก็จะมีแรงดึงมาก ถ้าอยู่ไกลก็จะมีแรงดึงน้อย แรงดึงของดวงจันทร์มีน้อยกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกถึง 10 ล้านเท่า และแรงของดวงจันทร์จะดึงได้เฉพาะที่เป็นของเหลว คือน้ำ ขณะที่โลกทั้งโลกโดยรวมถือเป็นของแข็ง “อิทธิพลของดวงจันทร์ถ้าจะทำให้โลกเกิดแผ่นดินไหวก็จะต้องดึงโลกทั้งโลกซึ่งเป็นของแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

พร้อมกันนี้ ดร.สธนยังระบุถึงประเด็นเล่าลือเรื่องสนามแม่เหล็กโลกจะพลิกกลับขั้วจนทำให้สิ้นโลก โดยบอกว่า... การกลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ โดยมีสาเหตุมาจากการไหลของกระแสโลหะหลอมเหลวที่อยู่ตรงกลางโลก และครั้งล่าสุดเกิดเมื่อกว่า 4,000 ปีมาแล้ว ซึ่ง “กว่าที่สนามแม่เหล็กโลกจะกลับขั้วแต่ละครั้งจะห่างกันหลักแสนหรือหลักล้านปี ดังนั้น จะไม่กลับขั้วอีกครั้งเร็ว ๆ นี้แน่”

ด้าน ผศ.พงษ์ ทรงพงษ์ ภาควิชาฟิสิกส์เช่นกัน ก็บอกว่า.. ปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์กับการเกิดแผ่นดินไหวบนโลก การ “สิ้นโลก” นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์เป็นเรื่องที่มีการเกิดขึ้นประจำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การระเบิดจ้าบนผิวดวงอาทิตย์, ลมสุริยะ, จุดดับบนดวงอาทิตย์ ฯลฯ จะมาก-จะน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ซึ่งก็ไม่เคยส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อโลก

สำหรับกรณีการระเบิดของรังสีแกมมา กับการสิ้นโลกนั้น ผศ.พงษ์อธิบายว่า... การระเบิดของรังสีแกมมาเป็นปรากฏการณ์ดวงดาว เป็นอาการหนึ่งของดวงดาวที่กำลังดับสูญ โดยจะส่งรังสีแกมมาออกมาจากซากดวงดาว ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับดวงดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ไม่น้อยกว่า 10 เท่า ซึ่งผลจากการระเบิดของรังสีแกมมาแม้จะรุนแรงมาก แต่ โอกาสจะมีผลต่อโลกนั้นน้อยมาก เพราะถ้าจะมีผล ดวงดาวแหล่งกำเนิดต้องอยู่ไม่ไกล และมุมที่เกิดนั้นต้องส่องมายังโลกพอดี “โอกาสที่โลกจะสิ้นสูญจึงมีน้อยมาก โลกเกิดมาแล้ว 4,000 ล้านปี ยังไม่เคยโดนรังสีแกมมาแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว” ...ผศ.พงษ์ระบุ

สรุปคือระยะนี้ยังไม่มีภัยดวงดาวที่จะทำให้ “สิ้นโลก”

ภัยดวงดาวเป็นเพียง “ข่าวลือ” อย่าตื่นตระหนก !!!.

ที่มา เดลินิวส์


คำค้นหา

"สุนทรภู่" (1) 'ข้าวเหนียวมูน-น้ำกะทิทุเรียน' (1) 3สถิติรวด (1) facebook (1) gay (1) google (1) Toyota New Vios (1) กินเน็ตบุค (1) กูเกิล (1) ขายเสื้อผ้าสตรี (1) คลับแอสทีเรีย (1) คลิป ธัญญ่า เป๊ก (1) คลิปเสียง ธัญญ่า (1) ซีเอสไอ ไมอามี (1) ซู ซาน บอยล์ (1) ฐิตินาถ ณ พัทลุง (1) ติดบุหรี่ (1) ตี 10 (1) ถังดับเพลิง (1) ทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น7 (1) ทรู อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น7 (ทรู เอเอฟ7) (2) ธัญญ่า เป๊ก พิ้งกี้ (2) น้องซัน ศัลยกรรม (1) บันทึกชื่อ (1) ปอv12 (1) ผีมาเข้าฝัน (1) ผู้ชาย (1) ฝ้าย บุศริน (1) พจน์ อานนท์ (2) พจน์ แอนนี่ ฟิลม์ (1) พจน์ แอนนี่ ฟิลม์ จุ้น (1) พจน์ แอนนี่ ฟิลม์ ตีสิบ (1) พระปราโมทย์ (1) พิ้งกี้ (1) พิ้งกี้ เป๊ก (1) ฟิล์ม แอนนี่ บรู๊ค (6) ฟิล์ม-รัฐภูมิ (5) รายการ ตีสิบ (1) ลูกสาวเข้าฝันแม่ (1) ฮวงจุ้ย (1) เกย์ (1) เจ้าแม่กวนอิม-ลิ้มกอเหนี่ยว (1) เซี่ยงไฮ้ (1) เซ็นทรัลเวิลด์ (1) เดอะกิ๊ก3 (1) เบนซ์ นางเอกเดอะกิ๊ก 3 (1) เลดี้ กาก้า (1) เลิกบุหรี่ (1) เอ๊กซโป (1) เฮียฮ้อ (1) เฮียฮ้อ จุ้น แอนนี่ (1) แต่งหน้า (1) แปรรูปลอย (1) แผน 555 (1) แผนสร้างความปรองดองแห่งชาติ (1) แอนนี่ บรู๊ค (6) โหรวารินทร์ (1) ไข้หวัด2009 (1) ‘ธุรกิจนมปั่น’ (1)